วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บทความพิเศษ ขอแบ่งปันเรื่องปี 2012

จากอีเมล์ของณัฐพบธรรมผู้เขียน หนังสือ"ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"
----------------------------
เรียนทุกท่าน
ในช่วงที่ผ่านมามีภาพยนต์เรื่อง 2012เข้าโรงฉายเกี่ยวกับภัยภิบัติที่จะเกิดขึ้นกับโลกในวันที่21 เดือน 12 ปี 2012
รวมถึงมีการพูดถึงภัยต่างๆที่มีโอกาสเกิดไม่ว่าจะเกิดจากโลกร้อนเกิดจากการที่ดวงดาวมาเรียงกันหรือเกิดจากดวงอาทิตย์ปล่อย
พลังงานออกมามากกว่าปกติ ฯลฯ
สรุปว่ามีกระแสเรื่องที่โลกกำลังจะเกิดภัยภิบัติที่จะกวาดล้างมนุษย์โลกให้หมดไป(หรือเกือบหมด)ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้
ตัวผมเองก็ได้ดูภาพยนต์ดังกล่าวและได้อ่านข้อมูลข่าวสารมาบ้างจึงคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างที่ควรจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ก่อนอื่นลองมาใช้สติและเหตุผลพิจารณากันในฐานะชาวพุทธว่าสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเรามีได้กี่รูปแบบ(คร่าวๆ)


1. ในปี 2012ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเราแก่ตาย
2. ในปี 2012ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเราก็ตายหลังจากนั้นไม่นาน
3. ในปี 2012ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เราตายก่อนถึงวันนั้น
4. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกคนส่วนใหญ่ตายส่วนเราก็ตาย
5. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกคนส่วนใหญ่ตาย เรารอดแล้วก็แก่ตาย
6. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกคนส่วนใหญ่ตาย เรารอดแต่ก็ตายหลังจากนั้นไม่นาน
7. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกแต่เราตายก่อนถึงวันนั้น......
พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่าไม่ว่าในปี 2012จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ
ก็คือเราจะตายวันใดวันหนึ่งในอนาคต หากเรามองชีวิตที่ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนการตายครั้งนี้ก็เพียงการเปลี่ยน
จากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ในอดีตผมก็เคยกลัวความตายซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลัวความตาย

ก็คือเพราะความตายเป็นเหมือนการต้องเดินเข้าไปห้องที่มืดสนิทที่มีหลายห้องโดยเราไม่รู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่ในแต่ละห้อง
แต่ความรู้ในพุทธศาสนาก็ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้นว่าแต่ละห้องมีสภาพเป็นอย่างไร(นิพพาน พรหม เทวดามนุษย์ สัตว์ เปรตอสูรกาย นรก)
เหมือนห้องทั้งหมดได้เปิดไฟจนสว่างเห็นภายในทั้งหมด
แม้ว่าเราจะเห็นว่าแต่ละห้องมีอะไรบ้างความกลัวก็ยังไม่หมดไปเพราะว่ามีหลายห้องที่เราไม่อยากเดินเข้าไปเลย(สัตว์เปรต อสูรกาย นรก)
ด้วยเหตุนี้อาการกลัวความตายจึงยังคงมีอยู่
ตอนตายเราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าห้องไหนหากเปรียบเทียบง่ายๆว่าก็คล้ายกับว่าเราจะต้องจับฉลากเท่านั้นซึ่งก็ทำให้เรามีโอกาสได้ไปในห้องที่เรา
ไม่อยากไป แต่ความรู้ในพุทธศาสนาก็ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นอีกว่าเราสามารถสร้างฉลากให้มีมากขึ้นได้ดังนี้หากเราทำบุญมากเท่าไหร่เราก็จะได้ฉลากที่
จะได้ไปอยู่ในห้องที่น่าอยู่เพิ่มขึ้นเท่านั้น(นิพพานพรหม เทวดา มนุษย์)หากเราทำบาปมากเท่าไหร่เราก็ได้จะได้ฉลากที่จะได้ไปอบู่ในห้องที่ไม่น่าอยู่เพิ่มขึ้นนั้น
(สัตว์เปรต อสูรกาย นรก)
ความรู้ตรงนี้ก็คงทำให้คนบางคนยังคงมีความกลัวความตายเช่นเดิมหรืออาจจะกลัวมากขึ้นเพราะชีวิตที่ผ่านมาได้สร้างฉลากสำหรับไปห้อง
ที่ไม่น่าอยู่มากมายมหาศาลแต่แทบไม่ได้สร้างฉลากสำหรับไปห้องที่น่าอยู่เลย
แต่ในทางตรงกันข้ามคนบางคนกลับมีความกลัวความตายลดลงเพราะชีวิตที่ผ่านมาได้สร้างฉลากสำหรับไปห้องที่น่าอยู่มากมาย
มหาศาลและแทบไม่ได้สร้างฉลากสำหรับไปห้องที่ไม่น่าอยู่เลยโอกาสที่จะไปไม่ดีหลังจากนั้นมีน้อยมากความกลัวจึงมีน้อยลงมาก
ในเมื่อความตายจะมาถึงเราแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่งไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ 2012หรือไม่เราก็สามารถเลือกได้ว่าเราจะเป็นแบบไหนจะกลัวความตาย
เพราะทำบาปเอาไว้มากหรือคิดว่าความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนสภาพและอาจจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะทำบุญเอาไว้มาก
จากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่เราตายเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไรหากเหตุการณ์ 2012 มีจริงๆสิ่งที่เราควรทำคือการพยายามดิ้นรน
ทางรอดตั้งแต่วันนี้หรือคือการพยายามทำบุญให้มากเพื่อที่จะได้ไม่กลัวความตายในวันนั้นกันแน่หากเหตุการณ์ 2012ไม่มีจริง
สิ่งที่เราควรทำคือปล่อยชีวิตไปแบบเดิมเพื่อให้ตายด้วยความหวาดกลัวหรือพยายามทำบุญให้มากเพื่อที่จะได้ไม่กลัวความตายในวันนั้นกันแน่
สำหรับผมมีคำตอบที่ชัดเจนว่าผมจะทำบุญให้มากที่สุดไม่ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อให้ไม่ต้องกลัวเมื่อวันที่ความตายมาถึง
คำถามหนึ่งที่มีคนถามผมก็คือหากเหตุการณ์ 2012เกิดขึ้นจริงเราควรทำอย่างไรในวันนั้นสมมุติว่าทุกอย่างเป็นเหมือนในภาพยนต์
ที่มีน้ำท่วมทั้งโลกกวาดล้างแทบทุกอย่างในโลกไปจนหมดผมคงเลือกที่จะอยู่บ้าน(หรือไปวัด)สวดมนต์ นั่งสมาธิหรือนั่งนึกถึงบุญที่
ทำแล้วพยายามยิ้มรับความตายที่กำลังจะเดินเข้ามาหาดีกว่าจะต้องดิ้นรนพยายามให้ตัวเองรอดแล้วไม่สามารถควบคุมสภาพจิตใจก่อนตาย
ได้ทำให้อาจจะไปห้องที่ไม่น่าอยู่ได้อีกเหตุผลหนึ่งก็คือหากเป็นอย่างนั้นจริงๆก็คงไม่เหลือวัดเหลือพระไตรปิฎกให้ผมได้ศึกษาได้

ทำบุญผมก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะอยู่ต่อรวมถึงบ้านเมืองก็ไม่เหลืออะไรแล้วคงใช้ชีวิตกันลำบากน่าดูแล้วจะอยู่ไปทำไม
แต่ผมจะไม่ฆ่าตัวตายครับเพราะบาป

คำถามถัดมาก็คือเรื่องราวแบบนั้นจะเกิดขึ้นจริงไหมเมื่ออ้างอิงจากพระไตรปิฎกอย่างแรกก็ต้องบอกว่าในอรรถกถาได้บอกเอาไว้ว่า
พุทธศาสนายุคนี้จะอยู่นาน 5,000 ปีฉะนั้นจึงไม่น่าจะมีเหตุการณ์ที่จะทำให้พุทธศาสนาหายไปได้ในช่วงก่อนหน้านั้นโอกาส
ที่จะเกิดเหตุการณ์ทำให้คนมากกว่า99% ตายไปนั้นก็ต้องบอกเลยว่าไม่น่าจะมีอย่างมากก็เกิดน้ำท่วมแล้วมีคนตายมากประมาณหนึ่ง
แต่คงไม่มากเท่าที่กลัวกัน

ส่วนเหตุการณ์ที่จะทำให้โลกแตกหรือมนุษย์ตายกันจนหมดนั้นก็ต้องบอกเลยว่าไม่ต้องห่วงว่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเพราะพระพุทธเจ้า
ได้ตรัสเอาไว้แล้วว่าตั้งแต่โลกใบนี้เกิดขึ้นจนถึงวันที่โลกแตกจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้5พระองค์(เฉพาะรอบนี้ที่มี5 พระองค์บางรอบก็ไม่มีเลย)
ซึ่งพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่4ฉะนั้นยังคงต้องมีมนุษย์โลกไปอีกนานนานจนมนุษย์อายุขัยลดลงเหลือ10 ปีแล้วกลับมาเพิ่มจนเป็น
80,000 ปีตอนนั้นถึงจะมีพระศรีอาริยเมตตตรัยมาตรัสรู้
หลังจากนั้นอีกนานแสนนานนานจนมีพระอาทิตย์ดวงที่2 เกิดขึ้นจนโลกแห้งเล้งมากขึ้นจนมาดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 45 6 7 และเมื่อถึงตอนนั้น
โลกก็แตกสลายไปโลกใบนี้รอบนี้จะแตกสลายเพราะไฟครับไม่ได้แตกสลายเพราะน้ำหรือลม
เวลาที่โลกจะแตกสลายยังอีกนานแสนนานแต่เวลาที่ร่างกายนี้จะยังหายใจอยู่นั้นนานแค่ไหนไม่มีใครทราบอาจจะอยู่จนครบ 100 ปี 75 ปี
หรืออยู่ได้อีก 10 ปี 10 วันหรือน้อยกว่านั้นไม่มีใครทราบได้เลย
ในฐานะชาวพุทธที่แท้จริงเราไม่ควรประมาทเราควรทำบุญให้มากมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เพื่อให้วันที่เราเดินเข้าไปใกล้จนความตายอยู่ตรงหน้าเรา
เราก็จะสามารถเผชิญหน้ากับมันได้อาจจะด้วยใจที่ปล่อยวางหรือเผชิญหน้าด้วยรอยยิ้มเพราะเรามั่นใจว่าเราไปดีแน่นอน

อ่านแล้วคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อใครหลายคนได้ครับ
ด้วยความนับถือณัฐพบธรรมผู้เขียน หนังสือ"ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"

บทที่ 3 วิธีดึงดูดผู้มุ่งหวังให้เข้ามาหาเราเอง

สมมติว่าคุณเป็นนักขายมือใหม่ที่มีสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด
จากบริษัทที่ดีที่สุดจากต่างประเทศ โดยที่คุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหน
ยังไง เมื่อไหร่ กับใคร ฯลฯ

คุณจึงทำตามที่ถูกสั่งสอนมาจากนักขายรุ่นพี่ว่า เราเป็นผู้นำเสนอโอกาสที่ดี
สู่ผู้อื่นสินค้าเราคุณภาพดีใครๆ ก็ต้องการทั้งนั้น และ การเข้าไปหาลูกค้าได้
อย่างตรงเป้าหมายก็คือ

"การออกไปเคาะประตูตามบ้านเพื่อขายสินค้า"

หรือ การเขียนรายชื่อคนรู้จักของคุณขึ้นมา เพื่อที่จะติดต่อเขาไป
และทำการเสนอขาย

คุณคิดว่า... คุณสามารถเปิดการขายสินค้าของคุณกับคนที่ไม่สนใจ
ในสินค้าที่คุณต้องการได้หรือไม่ คุณพร้อมที่จะถูกปฏิเสธกี่ครั้ง
จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ในการขายสักครั้ง?

คุณคิดว่าคุณจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ที่ต้องออกไปพบคนมากมาย
ในการสร้างกลุ่มลูกค้าของตัวเอง เพื่อรับค่าคอมมิชชั่น
จากการขายตามยอดที่บริษัทตั้งไว้?

คุณคิดว่า..การเดินไปตามหมู่บ้านที่มีสัก 500-1000 หลังคาเรือน
เพื่อแนะนำสินค้านั้น เป็นวิธีที่ดีแล้วหรือไม่

ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับธุรกิจเครือข่ายที่คุณจะเข้าร่วมแล้ว ....
คุณคิดว่าสิ่งที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่ายจริงๆ คืออะไร?

การพยายามยัดเยียดขายให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เหมือนเดิมหรือ?

ถึงตรงนี้แล้ว อย่าเพิ่งอ่านต่อไปครับลองพยายามหาคำตอบให้ได้สัก 1 นาที
หมดเวลาครับ...
คำตอบของคุณคือ
....................
หาคำตอบไม่ได้ใช่ไหมครับ?
คำตอบก็คือ วิธีการสร้างรายชื่อผู้มุ่งหวังใหม่ และจำนวนผู้มุ่งหวังเก่าที่คุณมีอยู่ในมือ

นักธุรกิจเครือข่ายมากกว่า 99 % ประสบปัญหาในการดึงดูดผุ้มุ่งหวังและล้มเหลวใน
สร้างรายชื่อผู้มุ่งหวังของตัวเอง

ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ทำงานหนัก เป็นนักลงทุนที่ทุ่มเทในการโฆษณาโปรโมท
สินค้า หรือโอกาสทางธุรกิจ เขาทั้งหลายมุ่งเน้นในการขายสินค้าให้กับทุกคนที่เขาพบ
โดยที่เขาไม่เคยรู้ว่า สิ่งที่เขาต้องโปรโมทก็คือ
“ตัวเขาเองที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำอยู่”
ไม่ใช่ "สินค้าหรือธุรกิจที่ทำอยู่"

สิ่งที่คุณต้องรู้ และจดจำไว้ก็คือสิ่งที่ทำให้ผู้มุ่งหวังเข้าร่วมกับโอกาสทางธุรกิจที่นำเสนอ
“นั้นคือตัวคุณเอง”

หลักการสำคัญสามประการในการสร้างแรงดึงดูดระหว่างนักธุรกิจเครือข่าย
กับผู้มุ่งหวัง

1.โปรโมทตัวเราเองว่าเป็นนักธุรกิจเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จ ที่พร้อมจะช่วยผู้อื่น
ให้ประสบความสำเร็จ
2.แบ่งปันความรู้หรือ ประสบการณ์ ที่มีประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจ
3.ทำให้ให้ผู้มุ่งหวังเชื่อถือในตัวเรา ว่าเราคือผู้เชี่ยวชาญที่จะนำเขาไปสู่ความสำเร็จ

คุณคิดว่าคุณจะสปอนเซอร์คน 10-20 คน/วันด้วยการที่คุณไปยืนแจกโบชัวร์ข้อมูล
ทางธุรกิจของคุณตามสถานที่ต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นได้ไหม?
และไม่ว่าคุณจะมีโบชัวร์ หรือเวปไซต์ที่ให้ข้อมูลที่ดีที่สุดมันก็ไม่ช่วยให้คุณขายโอกาส
ทางธุรกิจของคุณได้ดีเลยเพราะสิ่งผู้มุ่งหวังต้องการจริงๆ นั้นคือ

“คุณจะสามารถช่วยให้ผู้มุ่งหวังประสบความสำเร็จได้อย่างไร”

ต้องการศึกษาเพื่อเรียนรู้ให้ลึกซึ้งกว่านี้กับ MLM Expert ตัวจริง
ผู้ที่ใช้ระบบ Attraction Marketing สร้างรายได้ 7 หลักออนไลน์





http://secret.thport.com





วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บทที่ 2 ความลับการดึงดูดผู้มุ่งหวัง


เป็นบทความแรกของหลักสูตร ส่วนบทความก่อนหน้านี้ เป็นการเปรีบยบเทียบในหลักการของแนวคิดเท่านั้นเอง และหลักสูตรแรกนี้ผมอยากจะให้ทำความเข้าใจกับมันก่อน เพราะนี่คือก้าวสำคัญที่นำคุณไปสู่เส้นทางสายใหม่ในการทำธุรกิจเครือข่ายที่มันจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนแบบเดิมอีกเลย

รู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ นี่เป็นในวิชาดึงดูดผู้มุ่งหวัง
การดึงดูดลูกค้าที่คุณต้องการ สำหรับผลิตภัณฑ์ไดๆ ธุรกิจไดๆ
ก็ตามที่คุณต้องการนั้นถ้าคุณทำถูกต้อง ลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังนั้น
จะเข้ามาหาคุณเอง

แต่ก่อนที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นคุณต้องเข้าใจว่า คุณต้องการดึงดูดใครและอะไร เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ

ถ้าคุณต้องการความสำเร็จในการทำธุรกิจ สิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องรู้คือ..............
คนที่คุณต้องการนั้นเป็นอย่างไร รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาสนใจ และอะไรคือ
ปัญหาที่คุณสามารถช่วยแก้ใขให้เขาได้

สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกธุรกิจนั้น แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริงก็คือ

-ใครจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คุณทำการตลาดด้วย
-อะไรคือสิ่งที่พวกเขามองหา อะไรคือสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในหัว
และอะไรคือสิ่งที่พวกเขากังวล
-อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ และอะไรคือสิ่งที่คุณจะแก้ใขปัญหาให้เขาได้

เพื่อให้เป็นการง่ายขึ้นเพื่อให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน ผมขอยกตัวอย่างของการขายสินค้าลดน้ำหนัก
เป้าหมายของเราคือทำให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อทำให้การซื้อเกิดขึ้น เราต้องรู้ว่าเราจะขายให้ใคร

ถ้าเราพูดคุยเกี่ยวกับสินค้าเพื่อการลดน้ำหนักแล้ว คุณอาจกล่าวว่ากลุ่มเป้าหมายคือ
"คนที่มีน้ำหนักตัวมากเกิน"

ถ้าเรามองให้ลึกลงไปแล้ว กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดมีมากกว่านั้น เช่น
กลุ่มเป้าหมายที่อยากลดน้ำหนัก กลุ่มเป้าหมายที่ไม่อยากควบคุมน้ำหนัก
หรือกลุ่มเป้าหมายที่คิดว่าตัวเองมีน้ำหนักเกินไป
ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีความต้องการแตกต่างกันไป
ซึ่งสิ่งทึ่คุณต้องทำก็คือสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ
แล้วเลือกว่ากลุ่มไหนตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

มีกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด 3 กลุ่มหลัก ที่อาจจะสนใจในการบริโภค
ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่เรานำเสนอ


1. ผู้ที่ซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักมาก่อน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะซื้อสินค้าที่คล้ายกันอีกครั้ง

ตอนนี้เราจะพิจารณาว่า พวกเขารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขาคืออะไร
ยกตัวอย่างเช่น คุณคิดว่าพวกเขาอาจจะผิดหวังกับความล้มเหลวทั้งหมด
ที่พวกเขาได้มีประสบการณ์ทดลองสินค้าลดน้ำหนักก่อนหรือไม่?


ถ้าคุณจะดึงดูดคนกลุ่มนี้
คุณจะต้องเข้าใจความเจ็บปวดที่พวกเขาได้รับเมื่อพวกเขาล้มเหลวก่อนหน้านี้


2. กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ปกครองของเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากเกิน

คุณคิดว่าความวิตกกังวลของผู้ปกครองเกี่ยวกับปัญหาน้ำหนักของเด็กนั้น
ทำให้เกิดความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่จะทำการตลาดด้วยหรือไม่


เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาอันแรก เมื่อผู้ปกครองต้องแก้ปัญหานี้
สิ่งที่พวกเขาทำก่อนก็คือมองหาสิ่งที่จะแก้ปัญหาให้เขา
ซึ่งสิ่งนี้จะสร้างแรงดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาหาคุณได้

3. คุณยังสามารถเลือกเป้าหมาย ของผู้สูงอายุที่มีปัญหากับน้ำหนักของพวกเขา

คุณคิดว่าพวกเขาจะมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาของตนเองหรือไม่?
คนกลุ่มนี้อาจจะคิดมากเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ
ที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักของพวกเขา ที่อาจก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคหัวใจวายเฉียบพลัน
มะเร็ง หรือโรคเบาหวาน ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเขา

เหตุนี้เองที่สร้างแรงดึงดูดกับคนกลุ่มนี้ใช่สินค้า


และนี้ก็คือกฏข้อแรกในการดึงดูดผู้มุ่งหวัง :

ต้องรู้ว่าเป้าหมายของคุณคือใคร และต้องรู้ว่าใครคือคนที่คุณต้องการ

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

บทที่ 1 เรื่องจริงกับการมีรายได้ของคนทั่วไปกับคนรวย


คนทั่วๆไป หางานทำเพื่อแลกกับรายได้ที่ไม่คุ้มค่ากับความสามารถ หรือเวลาที่เสียไปทั้งๆที่คิดว่า
น่าจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร อย่างมากก็แค่หางานที่ได้ค่าจ้างมากกว่าเดิม
ซึ่งก็ต้องแลกกับภาระ,ความรับผิดชอบ และเวลาที่เวลาที่มากขึ้น แต่ก็ยังไม่รวยเหมือนเดิม

คนรวย (ที่ไม่ได้รวยมาจากทรัพย์มรดก) มักจะรวยมาจากการทำธุรกิจ มากกว่าหางานทำ เพราะรู้ว่าการทำธุรกิจเท่านั้นทำให้รวย การหางานเป็นลูกจ้างไม่ได้สร้างความมั่งคั่งหรือร่ำรวยมาให้ ถึงแม้บางแห่งจะให้เงินเดือนสูงก็ตาม คนรวยมักมองว่า เค้าสามารถหาเงินได้มากกว่าค่าจ้างสูงๆนั้น

ทำไมคนรวยกล้าคิดอย่างนั้น?
เพราะว่า คนรวยฉลาดกว่าเรา คนรวยมีความรู้มากกว่าเรา คนรวยมีเงินมากว่าเรา คนรวยมีโอกาสมากว่าเรา คนรวยมีเพื่อนมาก รู้จักคนมากกว่า คนรวยกล้าเสี่ยงมากกว่า ฯลฯ

เปล่าเลย แท้จริงแล้วสิ่งที่สำคัญคือ Vision หรือ จินตนาการ หรือ วิสัยทัศน์ ต่างหาก

คนรวยมีวิสัยทัศน์ที่ต่างจากคนทั่วๆไป ดังนั้นเมื่อคนรวยคิดและทำอะไร คนทั่วๆไปก็มักคิดว่าบ้า แต่คนรวยรู้ดีว่ากำลังทำอะไร และสำเร็จแน่ๆ ไม่เชื่อท่านลองศึกษาประวัติคนรวยหรือคนที่ประสบความสำเร็จด้านต่างๆดู ดังนั้นในขั้นตอนต่อจากนี้ท่านต้องเปิดใจยอมรับข้อมูลที่เราจะให้ก่อนเพื่อเรียนรู้การสร้างรายได้แบบเดียวกับที่คนรวยทำกัน

วิธีการสร้างรายได้ที่มากขึ้น
ต้องทำงานหนัก หรือทำงานมากขึ้น ขายมากขึ้น ขยันมากขึ้น
ใช่แล้ว เราทุกคนต่างก็เรียนรู้ว่าการทำงานมากขึ้นนั่นหมายถึงผลตอบแทนมากขึ้นแน่นอน แล้วท่านคิดว่าวิธีนี้สร้างความมั่งคั่ง สร้างรายได้ที่มากขึ้นจนท่านพอใจหรือไม่ (อย่าลืมคำนวณรายได้ที่เพิ่มขึ้นกับเวลาที่เสียไปกับการทำงานนั้นๆว่ามันคุ้มหรือไม่)

ทำธุรกิจ เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเถ้าแก่จึงจะรวย

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของหรือเถ้าแก่ หรือเป็น เจ้าของกิจการ จะต้องรวยทุกคน ใช่แล้วโอกาสรวยมีแน่นอน แต่ท่านมีเงินทุน มีทำเล มีสินค้า มีลูกค้า มีโรงงาน มีลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ ขยันทำงาน ตลอดจนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่คอยช่วยเหลือในกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆได้ และความพร้อมอื่นๆอีกฯลฯ (ใช่เป็นเจ้าของกิจการก็ไม่ง่ายและรวยเสมอไป ไหนจะเสี่ยง ไหนจะเครียด เรื่องยอดขาย เรื่องลูกหนี้ เรื่องลูกน้อง สารพัดปัญหาเถ้าแก่ขาดทุนและฆ่าตัวตายหรือเครียดก็มีเยอะ)

แล้วจะทำไงให้รวย ถ้าไม่ต้องลงทุน ทำงานสบาย ไม่ต้องขาย ไม่เครียด ไม่เสี่ยง จะมีจริงหรือ ?


ผม มีวิธีที่จะทำให้ท่านมีรายได้ และสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงตลอดจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของท่าน
ถ้าทำตามแผนงานและวิธีที่เราบอก ท่านอาจใช้เวลาแค่ 1- 5 ปี ก็อาจสร้างรายได้ที่มากกว่ารายได้ประจำ หรืออาจมากกว่าการทำงานเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ ทั้งนี้ความสามารถในการสร้างรายได้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคนเป็นหลัก ซึ่งมิได้เกี่ยวกับระดับการศึกษา ความรู้ หรือเงินลงทุน ที่พิเศษกว่าคนอื่นแต่อย่างใด

เพียงท่านยอมเปิดใจและพร้อมที่จะเรียนรู้วิธีการใหม่ๆเท่านั้น

http://secret.thport.com





video