----------------------------
เรียนทุกท่าน
ในช่วงที่ผ่านมามีภาพยนต์เรื่อง 2012เข้าโรงฉายเกี่ยวกับภัยภิบัติที่จะเกิดขึ้นกับโลกในวันที่21 เดือน 12 ปี 2012
รวมถึงมีการพูดถึงภัยต่างๆที่มีโอกาสเกิดไม่ว่าจะเกิดจากโลกร้อนเกิดจากการที่ดวงดาวมาเรียงกันหรือเกิดจากดวงอาทิตย์ปล่อย
พลังงานออกมามากกว่าปกติ ฯลฯ
สรุปว่ามีกระแสเรื่องที่โลกกำลังจะเกิดภัยภิบัติที่จะกวาดล้างมนุษย์โลกให้หมดไป(หรือเกือบหมด)ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้
ตัวผมเองก็ได้ดูภาพยนต์ดังกล่าวและได้อ่านข้อมูลข่าวสารมาบ้างจึงคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างที่ควรจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ก่อนอื่นลองมาใช้สติและเหตุผลพิจารณากันในฐานะชาวพุทธว่าสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเรามีได้กี่รูปแบบ(คร่าวๆ)
ตัวผมเองก็ได้ดูภาพยนต์ดังกล่าวและได้อ่านข้อมูลข่าวสารมาบ้างจึงคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างที่ควรจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ก่อนอื่นลองมาใช้สติและเหตุผลพิจารณากันในฐานะชาวพุทธว่าสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเรามีได้กี่รูปแบบ(คร่าวๆ)
2. ในปี 2012ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเราก็ตายหลังจากนั้นไม่นาน
3. ในปี 2012ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เราตายก่อนถึงวันนั้น
4. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกคนส่วนใหญ่ตายส่วนเราก็ตาย
5. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกคนส่วนใหญ่ตาย เรารอดแล้วก็แก่ตาย
7. ในปี 2012มีอุบัติภัยล้างโลกแต่เราตายก่อนถึงวันนั้น......
พอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่าไม่ว่าในปี 2012จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ
ก็คือเราจะตายวันใดวันหนึ่งในอนาคต หากเรามองชีวิตที่ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนการตายครั้งนี้ก็เพียงการเปลี่ยน
จากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ในอดีตผมก็เคยกลัวความตายซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลัวความตาย
ก็คือเพราะความตายเป็นเหมือนการต้องเดินเข้าไปห้องที่มืดสนิทที่มีหลายห้องโดยเราไม่รู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่ในแต่ละห้อง
แต่ความรู้ในพุทธศาสนาก็ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้นว่าแต่ละห้องมีสภาพเป็นอย่างไร(นิพพาน พรหม เทวดามนุษย์ สัตว์ เปรตอสูรกาย นรก)
แต่ความรู้ในพุทธศาสนาก็ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้นว่าแต่ละห้องมีสภาพเป็นอย่างไร(นิพพาน พรหม เทวดามนุษย์ สัตว์ เปรตอสูรกาย นรก)
เหมือนห้องทั้งหมดได้เปิดไฟจนสว่างเห็นภายในทั้งหมด
แม้ว่าเราจะเห็นว่าแต่ละห้องมีอะไรบ้างความกลัวก็ยังไม่หมดไปเพราะว่ามีหลายห้องที่เราไม่อยากเดินเข้าไปเลย(สัตว์เปรต อสูรกาย นรก)
ด้วยเหตุนี้อาการกลัวความตายจึงยังคงมีอยู่
ตอนตายเราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าห้องไหนหากเปรียบเทียบง่ายๆว่าก็คล้ายกับว่าเราจะต้องจับฉลากเท่านั้นซึ่งก็ทำให้เรามีโอกาสได้ไปในห้องที่เรา
ไม่อยากไป แต่ความรู้ในพุทธศาสนาก็ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นอีกว่าเราสามารถสร้างฉลากให้มีมากขึ้นได้ดังนี้หากเราทำบุญมากเท่าไหร่เราก็จะได้ฉลากที่
จะได้ไปอยู่ในห้องที่น่าอยู่เพิ่มขึ้นเท่านั้น(นิพพานพรหม เทวดา มนุษย์)หากเราทำบาปมากเท่าไหร่เราก็ได้จะได้ฉลากที่จะได้ไปอบู่ในห้องที่ไม่น่าอยู่เพิ่มขึ้นนั้น
(สัตว์เปรต อสูรกาย นรก)
ความรู้ตรงนี้ก็คงทำให้คนบางคนยังคงมีความกลัวความตายเช่นเดิมหรืออาจจะกลัวมากขึ้นเพราะชีวิตที่ผ่านมาได้สร้างฉลากสำหรับไปห้อง
ที่ไม่น่าอยู่มากมายมหาศาลแต่แทบไม่ได้สร้างฉลากสำหรับไปห้องที่น่าอยู่เลย
แต่ในทางตรงกันข้ามคนบางคนกลับมีความกลัวความตายลดลงเพราะชีวิตที่ผ่านมาได้สร้างฉลากสำหรับไปห้องที่น่าอยู่มากมาย
มหาศาลและแทบไม่ได้สร้างฉลากสำหรับไปห้องที่ไม่น่าอยู่เลยโอกาสที่จะไปไม่ดีหลังจากนั้นมีน้อยมากความกลัวจึงมีน้อยลงมาก
ในเมื่อความตายจะมาถึงเราแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่งไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ 2012หรือไม่เราก็สามารถเลือกได้ว่าเราจะเป็นแบบไหนจะกลัวความตาย
เพราะทำบาปเอาไว้มากหรือคิดว่าความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนสภาพและอาจจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะทำบุญเอาไว้มาก
จากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่เราตายเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไรหากเหตุการณ์ 2012 มีจริงๆสิ่งที่เราควรทำคือการพยายามดิ้นรน
ทางรอดตั้งแต่วันนี้หรือคือการพยายามทำบุญให้มากเพื่อที่จะได้ไม่กลัวความตายในวันนั้นกันแน่หากเหตุการณ์ 2012ไม่มีจริง
สิ่งที่เราควรทำคือปล่อยชีวิตไปแบบเดิมเพื่อให้ตายด้วยความหวาดกลัวหรือพยายามทำบุญให้มากเพื่อที่จะได้ไม่กลัวความตายในวันนั้นกันแน่
สำหรับผมมีคำตอบที่ชัดเจนว่าผมจะทำบุญให้มากที่สุดไม่ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อให้ไม่ต้องกลัวเมื่อวันที่ความตายมาถึง
สำหรับผมมีคำตอบที่ชัดเจนว่าผมจะทำบุญให้มากที่สุดไม่ว่าในอนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อให้ไม่ต้องกลัวเมื่อวันที่ความตายมาถึง
คำถามหนึ่งที่มีคนถามผมก็คือหากเหตุการณ์ 2012เกิดขึ้นจริงเราควรทำอย่างไรในวันนั้นสมมุติว่าทุกอย่างเป็นเหมือนในภาพยนต์
ที่มีน้ำท่วมทั้งโลกกวาดล้างแทบทุกอย่างในโลกไปจนหมดผมคงเลือกที่จะอยู่บ้าน(หรือไปวัด)สวดมนต์ นั่งสมาธิหรือนั่งนึกถึงบุญที่
ทำแล้วพยายามยิ้มรับความตายที่กำลังจะเดินเข้ามาหาดีกว่าจะต้องดิ้นรนพยายามให้ตัวเองรอดแล้วไม่สามารถควบคุมสภาพจิตใจก่อนตาย
ได้ทำให้อาจจะไปห้องที่ไม่น่าอยู่ได้อีกเหตุผลหนึ่งก็คือหากเป็นอย่างนั้นจริงๆก็คงไม่เหลือวัดเหลือพระไตรปิฎกให้ผมได้ศึกษาได้
ทำบุญผมก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะอยู่ต่อรวมถึงบ้านเมืองก็ไม่เหลืออะไรแล้วคงใช้ชีวิตกันลำบากน่าดูแล้วจะอยู่ไปทำไม
แต่ผมจะไม่ฆ่าตัวตายครับเพราะบาป

คำถามถัดมาก็คือเรื่องราวแบบนั้นจะเกิดขึ้นจริงไหมเมื่ออ้างอิงจากพระไตรปิฎกอย่างแรกก็ต้องบอกว่าในอรรถกถาได้บอกเอาไว้ว่า
พุทธศาสนายุคนี้จะอยู่นาน 5,000 ปีฉะนั้นจึงไม่น่าจะมีเหตุการณ์ที่จะทำให้พุทธศาสนาหายไปได้ในช่วงก่อนหน้านั้นโอกาส
ที่จะเกิดเหตุการณ์ทำให้คนมากกว่า99% ตายไปนั้นก็ต้องบอกเลยว่าไม่น่าจะมีอย่างมากก็เกิดน้ำท่วมแล้วมีคนตายมากประมาณหนึ่ง
แต่คงไม่มากเท่าที่กลัวกัน
ส่วนเหตุการณ์ที่จะทำให้โลกแตกหรือมนุษย์ตายกันจนหมดนั้นก็ต้องบอกเลยว่าไม่ต้องห่วงว่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเพราะพระพุทธเจ้า
ได้ตรัสเอาไว้แล้วว่าตั้งแต่โลกใบนี้เกิดขึ้นจนถึงวันที่โลกแตกจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้5พระองค์(เฉพาะรอบนี้ที่มี5 พระองค์บางรอบก็ไม่มีเลย)
ซึ่งพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่4ฉะนั้นยังคงต้องมีมนุษย์โลกไปอีกนานนานจนมนุษย์อายุขัยลดลงเหลือ10 ปีแล้วกลับมาเพิ่มจนเป็น
80,000 ปีตอนนั้นถึงจะมีพระศรีอาริยเมตตตรัยมาตรัสรู้
หลังจากนั้นอีกนานแสนนานนานจนมีพระอาทิตย์ดวงที่2 เกิดขึ้นจนโลกแห้งเล้งมากขึ้นจนมาดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 45 6 7 และเมื่อถึงตอนนั้น
โลกก็แตกสลายไปโลกใบนี้รอบนี้จะแตกสลายเพราะไฟครับไม่ได้แตกสลายเพราะน้ำหรือลม
เวลาที่โลกจะแตกสลายยังอีกนานแสนนานแต่เวลาที่ร่างกายนี้จะยังหายใจอยู่นั้นนานแค่ไหนไม่มีใครทราบอาจจะอยู่จนครบ 100 ปี 75 ปี
หรืออยู่ได้อีก 10 ปี 10 วันหรือน้อยกว่านั้นไม่มีใครทราบได้เลย
ในฐานะชาวพุทธที่แท้จริงเราไม่ควรประมาทเราควรทำบุญให้มากมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เพื่อให้วันที่เราเดินเข้าไปใกล้จนความตายอยู่ตรงหน้าเรา
เราก็จะสามารถเผชิญหน้ากับมันได้อาจจะด้วยใจที่ปล่อยวางหรือเผชิญหน้าด้วยรอยยิ้มเพราะเรามั่นใจว่าเราไปดีแน่นอน
อ่านแล้วคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อใครหลายคนได้ครับ
ด้วยความนับถือณัฐพบธรรมผู้เขียน หนังสือ"ถ้ารู้...(กู)...ทำไปนานแล้ว"



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น